ประเทศอังกฤษ

posted on 04 Sep 2011 16:21 by phakasiri

 

 

             ดินแดนของสหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2440 (1897)  ราชอาณาจักรสกอตแลนด์และราชอาณาจักรอังกฤษนั้นได้ก่อตัวขึ้นเป็นรัฐแยกกันตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15โดยแต่ละรัฐมีราชวงศ์และระบอบการปกครองของตัวเอง ส่วน ราชรัฐเวลส์ตกมาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษจากบทกฎหมายรุดดลันในปีพ.ศ. 1827 และรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอังกฤษในปีพ.ศ. 2078 จากพระราชบัญญัติสหภาพพ.ศ. 2250 ขณะที่ประเทศอังกฤษและสกอตแลนด์นั้นรวมกันอย่างไม่เป็นทางการครั้งแรก จากการที่พระเจ้าเจมส์ที่หกแห่งสก๊อตแลนด์นั้นได้ปกครองอังกฤษ เนื่องจากพระนางอลิซาเบธที่หนึ่งไม่มีรัชทายาท ทั้งสองประเทศจึงอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์องค์เดียวกันแต่ต่างฝ่ายต่างมีรัฐบาลอิสระของตนเอง ต่อมาภายหลัง อังกฤษและสกอตแลนด์ก็ได้รวมตัวกันเป็นสหภาพทางการเมืองในชื่อราชอาณาจักรบริเตนใหญ่       

 

  พระราชบัญญัติสหภาพ พ.ศ. 2343 ได้รวมราชอาณาจักรบริเตนใหญ่กับ
ราชอาณาจักรไอร์แลนด์ ซึ่งก่อนหน้านี้ค่อยๆตกเข้ามาอยู่ในการควบคุมของอังกฤษ
เข้าเป็นสหราชอาณาจักรแห่งเกาะบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์[2] ซึ่งต่อมาใน  ปีพ.ศ. 2465
26 แคว้นจาก 32 แคว้นบนเกาะไอร์แลนด์ตัดสินใจที่จะเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับสหราช
อาณาจักรและตั้งเป็นประเทศใหม่เป็นสาธารณรัฐไอร์แลนด์ หลังจากนั้นอีก 7 ปี 6
แคว้นที่เหลือได้เข้ามารวมตัวกับสหราชอาณาจักรดังเดิม และตั้งชื่อแคว้นของตน
เองเป็น ไอร์แลนด์เหนือในพุทธศตวรรษที่ 24 สหราชอาณาจักร (ในขณะนั้นคือส
หราชอาณาจักรแห่งเกาะบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์) เป็นประเทศผู้นำของโลก
ในหลายๆด้าน เช่นการพัฒนาระบอบทุนนิยมและประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
รวมถึงการเผยแพร่ทางด้านวรรณกรรม ศิลปะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 จักรวรรดิบริเตนสามารถครอบครองดินแดนถึงหนึ่งในสี่ของ
พื้นผิวโลกและหนึ่งในสามของประชากรโลกในช่วงที่มีการขยายตัวสูงสุด ทำให้กลาย
เป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ทั้งในด้านดินแดนและประชากร

      

อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรเริ่มสูญเสียความเป็นผู้นำทางด้านวิทยาศาสตร์และ
อุตสาหกรรมในพุทธศตวรรษที่ 25 ให้กับสหรัฐอเมริกาและจักรวรรดิเยอรมัน
หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 1 อำนาจของสหราชอาณาจักรในวงการเมืองโลกเริ่มลดลง
 และเริ่มมีการปลดปล่อยอาณานิคมในดินแดนโพ้นทะเลต่าง ๆ ในสงครามโลกครั้งที่ 2
สหราชอาณาจักรต่อสู้กับเยอรมนีนาซีและได้รับชัยชนะในปีพ.ศ. 2488 ซึ่งทำให้สหราช
อาณาจักรได้เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สหราชอาณา
จักรเข้าร่วมสหภาพยุโรปในปีพ.ศ. 2516 แต่ปัจจุบันยังไม่เข้าร่วมใช้เงินยูโร โดยมีแผน
ที่จะจัดการลงประชามติเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อผลจาก "บททดสอบห้าข้อ" ประเมินได้ว่าการเข้า
ร่วมใช้เงินยูโรจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร
 

แผนผังราชสันตติวงศ์อังกฤษ ๕ ราชวงศ์วินเซอร์

 

             ราชวงศ์ปัจจุบันที่ปกครองอังกฤษ แต่เดิมก็คือราชวงศ์แซกส์ โคบูร์กและโกทา แต่เมื่อเกิดสงครามโลกคังที่หนึ่ง อังกฤษอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเยอรมัน พระเจ้าจอร์จที่ห้าพระราชนัดดาในพระนางเจ้าวิกตอเรีย จึงทรงเปลี่ยนชื่อราชวงศ์ จากแซกส์ โคบูร์กและโกทาซึ่งเป็นชื่อแคว้นของเยอรมัน(แสดงโดยนัยยะว่าพระมหากษัตริย์อังกฤษทรงมีเชื้อสายมาจากเยอรมัน) เป็นวินเซอร์ ทั้งยังเปลี่ยนราชสกุลจากเวตตินเป็นวินเซอร์อีกด้วย

        

  ในสมัยพระนางเจ้าอลิทซาเบทที่สอง ทรงออกพระบรมราชโองการว่าพระราชโอรสธิดาของพระองค์ยังคงอยู่ในราชวงศ์วินเซอร์ (พระราชกำหนดของพระเจ้าจอร์ที่ห้า พระอัยกาของพระองค์ทรงกำหนดให้ราชวงศ์วินเซอร์สืบเชื้อสายผ่านทางผู้ชายเท่านั้น ใช้กฏมณเฑียรบาลเยอรมัน) และแยกพระราชวงศ์และนามสกุลส่วนพระองค์ออกจากกัน โดยพระราชวงศ์ยังเป็นวินเซอร์เช่นดิม แต่เชื้อสายในพระองค์กับเจ้าชายฟิลลิปพระราชสวามีใช้นามสกุลว่า เมาต์เบทเทน วินเซอร์  อย่างไรก็ตามในปัจจุบับในอนาคตหากเจ้าฟ้าชายชาร์ล แห่งเวลล์ทรงครองราชย์เป็นพระเจ้าชารล์ที่สาม อาจเปลื่ยนมาใช้ราชวงศ์ เชเลวิก โฮสไตน์ ซอนเดอร์บรูกส์ กลึชบรูกส์ ตามพระราชวงศ์ของเจ้าชายฟิลลิปพระราชบิดาก็ได้

 

จบบริบูณ์สำหรับแผนผังราชสันตติวงศ์อังกฤษ

ประเทศอังกฤษ หรือ เรียกสั้นๆว่า UK ซึ่งมีชื่อเต็มๆว่า United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland เมืองหลวงของประเทศอังกฤษคือ London ส่วนเมืองที่ใหญ่รองลงมาจาก London ก็คือ Birmingham และ Manchester

วันและเวลา
ประเทศอังกฤษจะมีเวลาที่ช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมงค่ะ แต่ถ้าในช่วงหน้าหนาวประเทศอังกฤษจะมีการปรับเวลาให้ช้าลงกว่าเดิมไปอีก 1 ชั่วโมง กล่าวคือในช่วงหน้าหนาวเวลาในประเทศไทยจะไวกว่าประเทศอังกฤษ 7 ชั่วโมงค่ะ

สภาพภูมิอากาศ
             ประเทศอังกฤษจะเป็นภูมิประเทศที่เป็นเกาะ จึงจะมีอากาศค่อนข้างหนาว อุณหภูมิโดยเฉลี่ยในช่วงหน้าหนาวคือ 2-4 องศาเศลเซียส ส่วนในฤดูร้อนจะอยู่ที่อุณภูมิ 18-22 องศาเศลเซียส แต่จริงๆแล้วอากาศของประเทศอังกฤษก็ขึ้นชื่ออยู่แล้วนะคะว่าเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อาจจะมีทั้งหน้า หนาว ฝน และร้อน ในวันเดียวกันก็เป็นได้ค่ะ
 

ตรวจสอบอุณหภูมิและฤดูการต่างๆ
ฤดุใบไม้ผลิ : เดือนมีนาคม- เดือนพฤษภาคม
ฤดูร้อน : เดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม
ฤดูใบไม้ร่วง: เดือนกันยายน- เดือนพฤศจิกายน
ฤดูหนาว : เดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์

 

ประชากร

 

เมืองที่สำคัญ เมืองขนาดใหญ่และเป็นเมืองที่มีความสำคัญของสหราชอาณาจักร คือ

LONDON
OXFORD
BRIGHTON
BOURNEMOUNT
MANCHESTER
LIVERPOOL

 
 
                                                     
 
 BIGBEN
 
 

 

           นาฬิกาบิกเบนในกรุงลอนดอนเป็นนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุดของโลกเพราะหอดูดาวที่เมืองกรีนิช ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมเวลามาตรฐานของโลกใช้เป็นเครื่องบอกเวลามาตรฐานผ่านทางสถานีวิทยุ บีบีซี ถ่ายทอดเสียงการตีบอกเวลาของนาฬิกาเรือนนี้ ให้ได้ยันไปทั่วโลก ไม่มีนาฬิกาใดอีกแล้ว ที่จะตีดังได้ยินทั่วโลกดังนาฬิกาเรือนนี้

ประวัติหอนาฬิกาบิกเบน
 
นาฬิกาบิกเบน ตั้งอยู่บนหอสูง 180 ฟุต มีบันไดขึ้นไป 293 ขั้น หน้าปัดกว้าง 23 ฟุต ตัวเลขบอกเวลายาว 24 นิ้ว ระฆังตีหนัก 14 ตัน เดินด้วยกำลังเครื่องจักรไฟฟ้า ผู้สร้างคือ เอ็ดมัน เมคเกตต์ เดนิสัน เป็นนักกฎหมายที่มีชื่อแต่เวลาตั้งชื่อกลับไปได้นามเป็นชื่อ “Big Ben” ตามสมญานามเรียกล้อเล่นของนาย เบนจามิน ฮอลล์ ผู้แทนราษฎรที่มีร่างอ้วนเหมือนหมู จนเพื่อนให้ชื่อว่า “บิกเบน” โดยที่เขายืนขึ้นอภิปรายการตั้งชื่อเสียยืดยาว พอจบลงเพื่อน ๆ ก็ตะโกนกันว่า “บิกเบน , บิกเบน…..” ที่ประชุมเลยเกิดอารมณ์ร่วมพอใจในคำนี้ นาฬิกาเรือนใหญ่และสำคัญที่สุดในโลกจึงได้ชื่อว่า บิกเบน ไปด้วยเหตุนี้
 

ข้อมูลหอนาฬิกาบิกเบน

          เจ้าหน้าที่ของสภาสามัญได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจสอบความเป็นไปได้ของการล้อมรั้วไฟฟ้ารอบๆ หอนาฬิกาบิ๊กเบน ซึ่งการล้อมรั้วรอบหอนาฬิกาเป็นการป้องกันในระยะสั้นที่ดีกว่าวิธีอื่นและอาจเป็นไปได้ที่จะมีการต่อกระแสไฟไปยังรั้ว “ผู้บุกรุกจะถูกไฟช็อตและต้องกระโดดออกไปในทันใด แต่กระแสไฟที่เราจะต่อเข้าไปคงไม่ใช่กระแสไฟฟ้าแรงสูงที่ทำให้ถึงตาย”รัฐบาลอังกฤษเริ่มคิดถึงความปลอดภัยของหอนาฬิกาบิ๊กเบนเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นโดยเมื่อมีผู้ประท้วงสองคนจากกลุ่มกรีนพีชได้ฝ่าด่านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ามายังตัวหอนาฬิกา และสถานการณ์ในอิรักก็ไม่มีทีท่าที่จะสงบเมื่อกลุ่มกบฏและกองกำลังติดอาวุธที่ไม่เปิดเผยตัวได้คอยซุ่มโจมตีกองกำลังผสมและจับตัวประกันไม่เว้นแต่วัน
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่ในรัฐสภาอังกฤษต้องคิดหาทางป้องกันหอนาฬิกาบิ๊กเบนซึ่งอาจเป็นเป้าโจมตีของผู้ก่อการร้ายได้ นอกจากวิธีการล้อมรั้วไฟฟ้าแล้ว ยังมีวิธีรักษาความปลอดภัยอื่นๆ ด้วย โดยอาจมีการแยกการจราจรให้ออกห่างอาคารรัฐสภาและอาจมีการขึงโซ่ลอยในแม่น้ำเธมส์ และอาจมีการสร้างป้อมหรืออาคารรักษาความปลอดภัยบริเวณแม่น้ำเธมส์เพื่อป้องกันการโจมตีทางน้ำ

 

Buckingham Palace

 

              พระราชวังบัคคิงแฮม (Buckingham Palace) เดิมชื่อ คฤหาสน์บัคคิงแฮม เป็นพระราชวังที่เป็นที่ประทับเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษ ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอนในสหราชอาณาจักรเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับการเลี้ยงรับรองของรัฐและยังเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวสำคัญที่หนึ่งของกรุงลอนดอน และยังเป็นที่รวมพลังใจทั้งในการฉลองและในยามคับขันของชาวอังกฤษ

              พระราชวังบัคคิงแฮมแต่เดิมชื่อ “คฤหาสน์บัคคิงแฮม” (Buckingham House) สิ่งก่อสร้างเดิมเป็นคฤหาสน์ที่สร้างสำหรับจอห์น เชฟฟิลด์ ยุคแห่งบัคคิงแฮมในปี ค.ศ. 1703 ในปี ค.ศ. 1761 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3ทรงซื้อจากดยุคแห่งบัคคิงแฮมเพื่อเป็นพระราชฐานส่วนพระองค์ ที่รู้จักกันในชื่อ “วังพระราชินี” (The Queen's House) ระยะ 75 ปีต่อมาเป็นเวลาที่มีการขยายต่อเติมพระราชวังโดยสถาปนิกจอห์น แนช (John Nash) และ เอ็ดเวิร์ด บลอร์ (Edward Blore) เป็นสามปีรอบลานกลาง

               เป็นพระราชฐานที่ประทับอย่างเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียขึ้นครองราชย์เมื่อปี ค.ศ. 1837 การต่อเติมครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายทำในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งรวมทั้งด้านหน้าที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน บางครั้งพระราชวังบัคคิงแฮมก็เรียกกันเล่นๆ ว่า “บัคเฮาส์

               ภายในพระราชวังยังมีสวนที่ได้รับการตกแต่งอย่างดี เหมาะแก่การเดินชมวิวเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญ คือ การผลัดเปลี่ยนเวร(Changing the Guard) การผลัดเปลี่ยนเวรจะมีขึ้นที่บริเวณ พระราชวังบักกิ้งแฮม โดยจะเริ่มแสดงเวลา 11.30 น . และจะใช้เวลาแสดงทั้งหมด 40 นาที แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ในวันที่มีเหตุการณ์สำคัญของเมือง หรือการผลัดเปลี่ยนเวรอาจจะงดได้ในวันที่ฝนตก

 

 

London Eye

 

           ลอนดอนอาย (อังกฤษ: London Eye) หรือยังรู้จักในชื่อ มิลเลเนียมวีล (อังกฤษ: Millennium Wheel) เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป มีความสูง 135 เมตร (443 ฟุต) และกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมากในสหราชอาณาจักร มีผู้มาเยือนมากกว่า 3 ล้านคนต่อปี ส่วนบัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 15 ปอนด์ต่อคน ซึ่งในอดีตเคยเป็นชิงช้าสวรรค์ก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก ก่อนจะถูกชิงตำแหน่งไปจากชิงช้าสวรรค์ เดอะ สตาร์ ออฟ นานชาง ในประเทศจีน (160 เมตร) ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2006 ต่อมาภายหลังตำแหน่งตกเป็นของ สิงคโปร์ ฟลายเออร์ ในประเทศสิงคโปร์ (165 เมตร) ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 อย่างไรก็ตาม ลอนดอน อาย ก็ยังคงได้รับตำแหน่งจากการให้บริการว่า "ชิงช้าสวรรค์ที่ก่อสร้างด้วยโครงเหล็กค้ำข้างเดียวที่สูงที่สุดในโลก" (เพราะการโครงสร้างทั้งหมดใช้โครงค้ำเหล็กรูปตัว A ใน
          
               การให้บริการโดยใช้โครงค้ำเพียงแค่ด้านเดียวเท่านั้นไม่เหมือนชิงช้าสวรรค์อื่นๆ ทั่วไป ที่มีโครงค้ำสองข้าง)ลอนดอน อาย ตั้งอยู่ ณ ที่ฝั่งสุดด้านตะวันตกของสวนจูบิลี่ บนริมฝั่งทางใต้ของแม่น้ำเทมส์ ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ระหว่างสะพานเวสต์มินสเตอร์กับสะพานฮันเกอร์ฟอร์ด โดยสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของโดมแห่งการค้นพบ ที่เคยสร้างขึ้นเพื่อใช้ในงานนิทรรศการเฟสติวัล ออฟ บริเตน ในปี ค.ศ. 1951

รถสองชั้น คู่ลอนดอน ( Red Bus )

 

            เดิมรถบัสแดง (ขออนุญาตเรียกว่า "เมล์แดง" นะะ) เป็นรถเมล์สองชั้น วิ่งให้บริการขนส่งมวลชนในลอนดอน ในชื่อ.. "The Routemaster" เริ่มวิ่งให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 ผู้คนได้ใช้ประโยชน์ และเห็นกันจนชินตา จนรู้สึกเหมือนกับมันเป็นสัญลักษณ์คู่ลอนดอน ใครแวะเวียนไปต้องลองไปนั่งกันดูสักครั้ง ต่อมาเมื่อรถเก่า บำรุงรักษายาก และมีขนส่งมวลชนอื่นๆ ที่ทันสมัยกว่าเมล์แดงเพิ่มมา จึงเลิกให้บริการไปเมื่อ 9 ธันวาคม ค.ศ.2005 แต่ยังคงอนุรักษ์ไว้ ให้วิ่งในเส้นทางสายประวัติศาสตร์ (Heritage Route) และสถานทที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ

ด้วยที่ว่ามาถึงกรุงลอนดอน ถ้าไม่ได้นั่งรถเมล์แดงนี้คงเสียดาย เพราะทางที่รถเมล์แดงวิ่งผ่าน จะเป็นสถานที่สำคัญในกรุงลองดอนทั้งสิ้น ดูดูไปก็เหมือนบ้านเมืองเรานะที่มีรถชมรอบกรุงเก่า แต่เอาเถอะบ้านเรากับบ้านเขาไม่เหมือนกัน เวลา ชาวอังกฤษมาเที่ยวประเทศไทยยังชมเมืองเก่า เราเลย เราไปเที่ยวประเทศเขาก็ไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ของเขาบ้างจะเป็นไรไปบางคนอาจคิดว่าก็เหมือนรถเมลทั่วไป แต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นความคราสสิคของรถเมล์แดงของลอนดอนนี้ เอาเป็นว่ามาแล้วไม่ได้ถ่ายรูปคู่รถเมล์แดงรับรองเลยว่ากลับมาประเทศไทยโดนหาว่าไปไม่ถึงลอนดอนแน่เลย

ที่อยากจะแนะนำอีกอย่างนอกจากรถเมล์แดงแบบเก่า คือ ทำเป็นรถที่ชั้นสองเปิดกว้างไม่มีหลังคา ทำให้มองเห็นแหล่ง ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน แต่รสบัสนี้จะเป็นรถของคณะทัวร์ทั้งสื้น แต่ก็ยังคงความเป็นสีแดงอยู่นะ โดยรถบัสทัวสีแดงนี้ก็จะนำเที่ยวสถานที่สำคัญ ๆ รอลอนดอน พร้อมคนอธิบาย เรื่องราวต่าง ๆ ของสถานที่นั้น ถือว่าคุ้มเลยที่เดียวได้ความรุู้ ไม่เมื่อย แม้อาจจะร้อนไปหน่อยก็ตามเพราะไม่มีหลังคา แต่คงไม่ร้องเท่าประเทศไทยแน่นอน

 

 

edit @ 13 Sep 2011 01:07:19 by LE-ONG

edit @ 13 Sep 2011 01:10:01 by LE-ONG

คำถามทบทวน

posted on 19 Aug 2011 22:39 by phakasiri
 

คำถามทบทวน

1.มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร

               จากรากศัพท์ทางภาษาอังกฤษ พบว่า มัลติ ( Multi ) คือ หลายๆ อย่าง ผสมรวมกัน มีเดีย( Media ) คือ สื่อข่าวสารช่องทางการสื่อสาร

              มัลติมีเดีย คือ ระบบสื่อสารข้อมูลข่าวสารหลายชนิด โดยผ่านสื่อทางคอมพิวเตอร์ซึ่งประกอบด้วย ข้อความ ฐานข้อมูล ตัวเลข กราฟิก ภาพ เสียง
และวีดิทัศน์

              มัลติมีเดีย คือ การใช้คอมพิวเตอร์สื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น ข้อความ กราฟ ภาพศิลป์ (Graphic Art) เสียง (Sound) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) และวีดิทัศน์ เป็นต้น ถ้าผู้ใช้สามารถควบคุมสื่อเหล่านี้ให้แสดงออกมาตามต้องการได้ระบบนี้จะเรียกว่า มัลติมีเดียปฏิ-สัมพันธ์ (Interactive Multimedia)

              มัลติมีเดีย คือ โปรแกรมซอฟต์แวร์ที่อาศัยคอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการนำเสนอโปรแกรมประยุกต์ ซึ่งรวมถึงการนำเสนอข้อความสีสัน ภาพ กราฟฟิก (Graphic images) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) เสียง (Sound) และภาพยนตร์วีดิทัศน์ (Full motion Video) ส่วนมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia) จะเป็นโปรแกรมประยุกต์ที่รับการตอบสนองจากผู้ใช้โดยใช้คีย์บอร์ด (Keyboard) เมาส์ (Mouse) หรือตัวชี้ (Pointer) เป็นต้น

            ดังนั้นจึงสามารถสรุปความหมายของมัลติมีเดียได้ว่า มัลติมีเดีย คือ การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับโปรแกรมซอฟต์แวร์ในการสื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น ข้อความ กราฟิก (Graphic) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) เสียง (Sound) และวีดิทัศน์ (Video) เป็นต้น และถ้าผู้ใช้สามารถที่จะควบคุมสื่อให้นำเสนอออกมาตามต้องการได้จะเรียกว่า มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia) การปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้สามารถจะกระทำได้โดยผ่านทางคีย์บอร์ด (Keyboard) เมาส์ (Mouse) หรือตัวชี้ (Pointer) การใช้มัลติมีเดียในลักษณะปฏิสัมพันธ์ก็เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้หรือทำกิจกรรม รวมถึงดูสื่อต่าง ๆ ด้วยตนเอง สื่อต่าง ๆ ที่นำมารวมไว้ในมัลติมีเดีย เช่น ภาพ เสียง วีดิทัศน์ จะช่วยให้เกิดความหลากหลาย ชาน่าสนใจ และเร้าความสนใจ เพิ่มความสนุกสนานในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

2.การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร

        สามารถใส่เนื้อหาหรือข้อมูลลงไปได้มากกว่าแบบเอกสาร(ทั้งตัวอักษร รูปภาพหรือ ไฟล์ต่างๆ) ซึ่งอาจทำให้ประหยัดทรัพยากรได้มากทั้งยังสามารถปรับปรุงข้อมูลที่เผยแพร่ให้ทันสมัยได้อยู่เสมออีกด้วย เป็นสาธารณะกว่าเพราะเว็บไซต์เป็นการตีพิมพ์ข้อมูลที่เชื่อมโยงในสังคมได้มากกว่า

3.Microsoft PowerPoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง

          สามารถ นำเสนอได้ทั้ง การพิมพ์เป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ หรือ งานนำเสนอในรูปแบบมัลติมีเดีย และ การสร้างจุดเชื่อมโยงหรืออัปโหลดข้อมูลไว้บน อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจเป็นในรูปแบบของเว็บไซต์ก็ได้

4.การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft PowerPoint แตกต่างกันอย่างไร

ต่างกันคือ การสร้างการเชื่อมโยงภายใน คือ การสร้างจุดเชื่อมโยงไปยังจุดอื่นๆ หรือไปยังภาพนิ่งอื่นๆ ในไฟล์เดียวกันแต่การสร้างการเชื่อมโยงภายนอก คือ การเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆ นอกไฟล์งานนำเสนอ เช่น เว็บไซต์ต่างๆที่ได้ทำการเชื่อมต่อไว้ เป็นต้น

 

5.นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง

         โปรเจคเตอร์ โทรทัศน์ จอมอนิเตอร์ ลำโพง เป็นต้น

6.นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด

              การนำเสนอข้อมูลรูปแบบเอกสารสิ่งพิมพ์เพราะสามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้วิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อนมากนักจึงทำให้เข้าหากลุ่มผู้ใช้ได้เกือบทุกระดับ ซึ่งสามารถนำเสนอได้สะดวก ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายอีกด้วย 

                 การนำเสนอข้อมูลแบบ ใช้ power point เพราะสามารถ แสดงข้อมูลที่ชัดเจน มีรูปแบบการนำเสนอที่เข้าใจง่าย น่าสนใจ สามารถแทรกสื่อรูปแบบต่างได้ เช่น แทรกรูปและ เสียงในการนำเสนองานให้มีความน่าสนใจมากขึ้นด้วย

7.การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบในMicrosoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร

สร้างจากเเม่แบบและการออกแบบ
วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการกำหนดค่าต่าง ๆที่อยู่ภายในสไลด์ เช่น สีของตัวอักษรและลายพื้นหลัง เป็นการสร้างานนำเสนอที่ง่ายขึ้น
มีขั้นตอนการสร้างงานนำเสนอจากแม่แบบออกแบบดังนี้

1. คลิกที่คำสั่ง แฟ้ม(File) > สร้าง )New)
2. จะปรากฎแถบเครื่องมืองานนำเสนอใหม่ (New Presentation)
3. คลิกเลือกจากแม่แบบการออกแบบ (From Design Template)


4.จะปรากฎงานนำเสนอ (Slide Layout ) และแถบเครื่องมือ (slide Design)

 

 5. เลือกงานออกแบบ (Slide Design)

 

6. พิมพ์ข้อมูลที่เตรียมลงในช่องตามที่เลือกไว้

 

8.การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด

           เปิดตัวอย่างงานนำเสนอในโปรแกรม PowerPoint ตรวจดูองค์ประกอบทั้งหมดของงานนำเสนอ จากนั้นดูตัวอย่างการนำเสนอภาพนิ่งในมุมมองปกติ ที่แท็บ ภาพนิ่ง ให้เลือกภาพนิ่งที่สอง

              ที่เมนู แทรก ให้คลิก กล่องข้อความ จากนั้น คลิกที่บริเวณใดก็ได้บนภาพนิ่งที่สอง แล้วพิมพ์Water Sports 

 คลิกที่กล่องข้อความใหม่ที่มีคำว่า "Water Sports" จากนั้น ไปที่เมนู นำเสนอภาพนิ่ง คลิกการเคลื่อนไหวที่กำหนดเอง

                ในบานหน้าต่างงาน การเคลื่อนไหวที่กำหนดเอง คลิกที่ปุ่ม เพิ่มลักษณะพิเศษ และชี้เมาส์ไปที่ ทางเข้าจากนั้นคลิกที่ ลอยเข้าก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนที่ 2 ให้ดูตัวอย่างภาพเคลื่อนไหวโดยคลิกที่ปุ่ม เล่น ในบานหน้าต่างงาน การเคลื่อนไหวที่กำหนดเอง

9.ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมา

อย่างน้อย 3 โปรแกรม

Microsoft Wold

Microsoft PowerPoint

Microsoft Excel

10.ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร

           ได้เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวอักษรเสมอไป

อาจนำเสนอโดย แทรกรูปภาพ เพลง เสียง คลิป หรือไฟล์อื่นๆก็ได้

 

11.เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft PowerPoint หรือไม่ อย่างไร

           ไม่จำเป็น เพราะเราสามารถ นำเสนอผ่านช่องทางอื่นได้ เช่น นำเสนอ กับคอมพิวเตอร์ หรือฉายในโปรเจคเตอร์ การนำเสนอในรูปแบบมัลติมีเดีย การสร้างจุดเชื่อมโยง และอัปโหลดข้อมูลไว้บนอินเตอร์เน็ตในรูปแบบของเว็บไซต์แต่ในบางครั้ง อาจต้องใช้เครื่องพิมพ์ก็เป็นได้

12.Microsoft PowerPoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนตร์ และเสียงได้หรือไม่ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร

การแทรกรูปภาพ

          ในการสร้างงานพรีเซนเตชั่น ภาพจัดเป็นส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับการใช้ตกแต่งสไลด์ ภาพเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของไฟล์งานต่าง ๆ ที่นำมาใช้ประกอบเนื้อหา เพราะการใช้ภาพที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับงานพรีเซนเตชั่น เป็นการเพิ่มสีสัน ช่วยให้เกิดความผ่อนคลายและยังช่วยสื่อสารประเด็นที่ต้องการเน้นให้กับผู้ชมได้ด้วยล์งานต่าง ๆ ที่นำมาใช้ประกอบเนื้อหา เพราะการใช้ภาพที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับงานพรีเซนเตชั่น เป็นการเพิ่มสีสัน ช่วยให้เกิดความผ่อนคลายและยังช่วยสื่อสารประเด็นที่ต้องการเน้นให้กับผู้ชมได้ด้วย

การใส่ภาพตัดแปะ( Clip Art)

         การทำ Slide โดยมีตัวอักษรล้วน ๆ อาจจะไม่น่าสนใจ และออกจะ่น่าเบื่อ สามารถดึงภาพทีเรียกว่า ClipArt มาเสริมให้ Slide ดูดีและน่าสนใจขึ้น ซึ่งควรนำ ClipArt มาย่อ-ขยาย ให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่จะวาง(แปะ)

เนื่องจากภาพในคอมพิวเตอร์มีหลายชนิด(ดูที่นามสกุล เช่น .gif, jpg เป็นต้น) ในที่นี้จะขอเรียกภาพสำเร็จ ที่โปรแกรมให้มาด้วยว่า Clip Art

Clip Art หรือ ภาพตัดปะ เป็นกลุ่มของรูปภาพที่ไมโครซอฟต์ออฟฟิศจัดเตรียมไว้ให้ โดยจะถูกจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ เรียกว่า Clip Gallery เราจะพบภาพสุนัข แมว สิงโต ช้าง อยู่ในหมวดภาพสัตว์ และภาพอื่น ๆ ดังนั้นถ้าต้องการภาพใดก็สามารถอ้างอิงตามหมวดหมู่ใน Clip Gallery ได้

สำหรับภาพนั้นจะมี 2 รูปแบบ ดังนี้

ภาพกราฟิกแบบ Vector เป็นภาพที่เกิดจากการวาดเส้นตรง เส้นโค้ง รูปทรงเรขาคณิต และอักษร โดยภาพชนิดนี้จะถูกจัดเก็บในลักษณะการประมวลผลเป็นสูตรคณิตศาสตร์ ได้แก่ ไฟล์ฟอร์แมต .wmf (Microsoft Windows Metafile)

ภาพกราฟิกแบบ Raster คือภาพที่สแกนมาจากเครื่องสแกน และภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอลโดยภาพจะประกอบไปด้วยจุดเล็ก ๆ ได้แก่ ไฟล์ฟอร์แมต .bmp (Bitmap) .cgm (Computer Graphic Metafile) , .gif ( Graphics Interchange Format) , .png (Portable Network Graphics)

ขั้นตอนในการใส่ภาพมีดังนี้

1. เลือกภาพนิ่งที่ต้องการ

2. จากเมนู แทรก (Insert) เลือก คำสั่ง รูปภาพ (Picture) เลือก ภาพตัดปะ (Clip Art)

หรือ คลิกที่ ไอคอน บน Drawing toolbar จะปรากฏบานหน้าต่างงานแทรกภาพตัดปะ (Insert Clip Art) ขึ้น

3. ในช่อง ค้นหาข้อความ (Search text) ให้ใส่คำสั่งที่ต้องการค้นหากลุ่มของภาพ ตัวอย่าง เช่น ถ้าต้องการภาพที่เกี่ยวกับเรื่องอะไร ให้พิมพ์คำนั้นลงไป แล้วกด Enter

การใส่ภาพจากแฟ้ม

ให้คลิกเมนูแทรก (Insert) รูปภาพ (picture) เลือกจากแฟ้ม(From File) เลือกไดรฟ์, โฟลเดอร์ , และเลือกชื่อไฟล์รูปภาพที่ต้องการ 

การใส่ภาพมัลติมีเดีย

           โปรแกรม Microsoft PowerPoint 2003 สามารถใส่ภาพเคลื่อนไหวหรือภาพวีดีโอลงในสไลด์ได้ โดยไฟล์วิดีโอสามารถมาวางบนสไลด์เพื่อสร้างภาพเคลื่อนไหวได้เป็นไฟล์ประเภท AVI, Quick Time และ MPEG ซึ่งมีนามสกุล .avi , .mov , .qt , .mpg และ .mpeg โดยบางไฟล์อาจมีเสียงประกอบใส่มาด้วย สำหรับภาพเคลื่อนไหวใน Clip Organizer ที่สามารถนำมาใช้กับสไลด์ คือไฟล์ประเภท GIF นอกจากนี้ยังสามารถใช้ไฟล์แบบอื่น ๆ ได้ เช่น ASX , WMX , M3U , WVX , WAX และ WMA

นอกจากนี้ยังสามารถดูและเล่นภาพยนตร์บนงานนำเสนอได้แบบเต็มหน้าจอ เมื่อเครื่องมีการติดตั้ง Microsoft Window Media Player รุ่น 8 หรือ รุ่นที่ใหม่กว่า

วิธีการแทรกมีเดียต่าง ๆ ทำได้ดังนี้

1. ไปยังภาพนิ่งที่เราต้องการ

2. จากเมนู แทรก (Insert) เลือกคำสั่ง ภาพยนตร์และเสียง (Movie and Sound) 

3. หากเลือก ภาพยนตร์จาก Clip Organizer (Movie from Clip Organizer) หรือเสียงจาก Clip Organizer (Sound from Clip Organizer) จะปรากฏหน้าต่างงาน แทรกภาพตัดปะ (Insert Clip Art) พร้อมแสดงภาพหรือเสียงให้เลือก หากไม่มีภาพให้เลือก Clip Organizer …. เลือก Office คอลเลกชัน ในกรอบด้านซ้าย ส่วนด้านขวาจะมีภาพแสดงตัวอย่างให้ดู

หรือการแทรกไฟล์เสียง

ในการแสดงสไลด์พรีเซนเตชั่น เราอาจมีการแทรกเพลงบรรเลงในขณะที่แสดงสไลด์ เพื่อให้เข้ากับเนื้อหาของการบรรยายได้ นอกจากนั้นยังทำให้ผู้ฟังตั้งใจฟังการบรรยายได้ง่ายอีกด้วย หากมีไฟล์เสียงรูปแบบอื่น ๆ เช่น ไฟล์เพลง MP3 ไฟล์ WAV หรืออื่น ๆ เราก็สามารถเลือกแทรกไฟล์เสียงเหล่านี้ลงบนสไลด์ได้เช่นเดียวกัน

ขั้นตอนการแทรกไฟล์เสียง

1. เปิด Slide หน้าที่ต้องการแทรกไฟล์เสียง

2. เข้าเมนู Insert > Movies and Sounds > Sound from file โดยไปยังตำแหน่งที่เก็บไฟล์เสียงไว้

3. คลิกเลือกไฟล์เพลงที่ต้องการ ที่มีนามสกุล .MP3

 

13.การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร

         ทำให้ชิ้นงานดูน่าสนใจมากขึ้นและทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะการนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟเป็นเสมือนการสรุปข้อมูลจากตัวอักษรนั่นเอง

14.การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft PowerPoint สำหรับผู้รับข้อมูล20คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง

              ฮาร์ดแวร์ เช่น เครื่งคอมพิวเตอร์ เครื่อวฉาย(โปรเจคเตอร์) ไมโครโฟน ลำโพง เป็นต้น

               ซอฟต์แวร์ นั่นคือโปรแกรม Microsoft PowerPoint โดยอาจมีโปรแกรมอื่นๆช่วยในการนำเสนอ เช่น macromedia เป็นต้น

15.ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษร

รูปภาพหรือภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน

- มัลติมีเดีย, เว็บไซต์, คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์, โทรทัศน์

 
 

edit @ 21 Aug 2011 21:22:46 by LE-ONG

งานภาษาคอมพิวเตอร์

posted on 10 Jul 2011 23:55 by phakasiri

ภาษาปาสคาล 

ประวัติภาษาปาสคาล

                ภาษาปาสคาลเป็นภาษาชั้นสูง  ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากภา  Algol-60  โดย  ดร.นิคอส  เวิร์ธ(dr.  Niklaus  Wirth)จากสถาบันเทคโนโลยี  แห่งซูริค  ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

ปาสคาล(pascal)  เป็นชื่อที่ได้รับสมญานามจาก  basic  pascal  นักวิทยาศาสตร์  และคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศษ  ผู้ซึ่งมีชิ่อเสียงในการประดิษฐ์เครื่องจักรที่ใช้ในการคำนวณ  ซึ่งเป็นต้นแบบของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน

                จากรูปแบบของภาษาปาสคาลที่มีรากฐานมาจากภาษา  algol-60   นี้ได้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมคำสั่งต่างๆเข้าไป  เพื่อพยายามสร้างให้มีความเป็นมาตรฐานที่เรียกว่า  standard  pascal  โดยองค์กรที่เรียกตัวเองว่า  the  international  standard  organization  หรือ  iso  ซึ่งเป็นมาตรฐานทาง้ดานยุโรป  ต่อมาได้มีการสร้างมาตรฐานทางด้านอเมริกัน  โดยกลุ่มของ  amarican  national  standard  institute  หรือ    ANSI  ร่วมมือกับกลุ่ม  the  institute  of  electronical  and  electronic  engineers  หรือ IEEE  ซึ่งมาตรฐานทางด้านอเมริกาจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยกับมาตรฐานทางด้านยุโรป

                ภาษาปาสคาลสามารถใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ในหลายระดับตั้งแต่เครื่องระดับเล็กสุดเช่น  แล็ปท็อบ  จนกระทั่งเมมเฟรม  ซึ่งโครงสร้างของภาษาที่ไม่แตกต่างกันมากนัก  สำหรับในเครื่องระดับไม่โครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ชื่อเรียกว่า  เทอร์โบปาสคาล  เพื่อใช้กับเครื่องระดับไม่โครคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ  ซึ่งมีการเพิ่มเติมเครื่องมือในการใช้งานต่างๆมากมาย  จากปาสคาลมาตรฐาน  ในปัจจุบันมีการพัฒนาเทอร์โบปาสคาล  จากเวอร์ชั่น  1.0  2.0  3.0  4.0  5.0 5.5  6.0  จนกระทั่งมาถึงเวอร์ชั่น  7.0  ในปัจจุบัน  และมีเวอร์ชั่นทำงานบนวินโดว์  3.xx  และวินโดว์  95

คุณลักษระของภาษาปาสคาล

                ภาษาปาสคาลเป็นภาษาชั้นสูง(Hight  level  language)  อีกภาษาหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการใช้งานมากในปัจจุบัน  รูปแบบของคำสั่งจะมีลักษณะเป็นภาษาอังกฤษ  ทำให้ง่ายต่อการเขียน  และการจดจำ  เช่น  คำสั่ง  read  write  if then  เป็นต้น  นอกจากนี้ตัวโปรแกรมยังมีลักษณะทีเป็นโครงสร้าง(Structure  Programming)   ทำให้ง่ายต่อการศึกษา  ทำความเข้าใจ  หรือการแก้ไขโปรแกรม  และยังเป็นภาษาที่มีใช้ได้ในหลายระบบคอมพิวเตอร์  นอกจากนี้ยังเป็นภาษาที่เหมาะกับงานทุกประเภท  ไม่ว่าจะเป็นงานทางด้านวิทยาศาสตร์การคำนวณที่ซับซ้อน  งานทางด้านการศึกษา  ซึ่งเหมาะกับผู้เริ่มเขียนโปรแกรม

โครงสร้างของภาษาปาสคาล

                ก่อนที่จะกล่าวถึงองค์ประกอบพื้นฐานต่างๆของภาษาปาสคาล  จะขอกล่าวถึงโครงสร้างหลักของภาษาปาสคาลก่อน ซึ่งภาษาปาสคาลโดยทั่วจะประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก  2  ส่วนคือ  ส่วนหัวโปรแกรม(Programe  Heading)และกลุ่มคำสั่ง(program  block)

 

                Program  example;                ส่วนหัวโปรแกรม

                Var  x.y : integer;

                Begin

                                Readln(x,y);                           ส่วนกลุ่มคำสั่ง

                                Writeln(x,y);

                End.

 

ส่วนหัวของโปรแกรม(Program  heading)

จะต้องเริ่มต้นด้วยคำว่า  Program  แล้วตามด้วยชื่อของโปรแกรม  ตัวอย่างเช่น

                Program  alas;  หรือ  Program  alaska;

ถ้าเป็นภาษาปาสคาลมาตรฐาน(Standard  Pascal)   ต้องมีคำว่า  input  และ/หรือ  output  อยู่ภายในวงเล็บหลังชื่อโปรแกรมเพื่อแสดงถึง  Standard  input  และ   Standard  Output  ของระบบคอมพิวเตอร์นั้นๆตัวอย่าง

                Program  alas(input,output);  หรือ Program  alaska(Output);

หมายเหตุ  **  ต้องมีเครื่องหมาย  semicolon(;)  เมื่อจบแต่ละประโยคคำสั่ง  เพื่อเป็นการแบ่งแยกประโยคคำสั่งเหล่านั้นออกจากกัน  **

ส่วนกลุ่มคำสั่ง(Program  Block)

                จะประกอบด้วย  2  ส่วนประกอบหลัก  ได้แก่

                ส่วนประกาศ(Declarations)

                                เป็นส่วนที่ใช้กำหนดประเภทของข้อมูลแบบต่างๆเช่น  การประกาศตัวแปร(Variable)  การประกาศค่าคงที่(Constands)หรือชนิดข้อมูล (Data  types)เป็นต้น

ส่วนของคำสั่ง(Exeutable  Statements)

                เป็นส่วนของประโยคคำสั่ง  ที่มีผลให้การปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง  ส่วนของคำสั่งนี้มักเป็นส่วนที่อยู่ในขอบเขตของ  Begin และ End

1 Program  Heading      …………………………………  กำหนดชื่อโปรแกรม

2 Program  Block  ……………………………………….กลุ่มคำสั่ง

2.1   declarations ………………………………………..ส่วนประกาศ

            labels  ……………………………………………..กำหนดชื่อ  ลาเบล

            Constants ………………………………………….กำหนดตัวคงที่

            Type  Definitions……………………………………กำหนดแบบข้อมูล

            Variables…………………………………………...ประกาศตัวแปร

2.2   procedures  and  Functions…………………………ส่วนโปรแกรมย่อยหรือฟังก์ชัน

2.3   Begin

            Executable  Statements ……………………..  ประโยคคำสั่งของโปรแกรมหลัก

            End.

 

องค์ประกอบพื้นฐานของภาษาปาสคาล

                ก่อนที่จะเริ่มต้นเขียนโปรแกรมไม่ว่าจะเป็นภาษาใดก็ตาม  ควรจะต้องมีการศึกษาองค์ประกอบพื้นฐานซึ่งถือว่าเป็นหน่วยย่อยที่สุดของภาษาแต่ละภาษานั้น  สำหรับภาษาปาสคาลมีองค์ประกอบพื้นฐานต่างๆที่ควรจะต้องรู้จักก่อนเขียนโปรแกรมกังนี้

1        ตัวอักขระ(Character)

2        ชื่อ(Identifiers)

3        คำสงวน(Reserved  Words)

4        ชื่อมาตรฐาน(Standard  Identifiers)

5        ข้อมูลแบบพื้นฐาน(Simple  Data  Types)

6        ค่าคงที่(Constans)

7        ตัวแปร(Variables)

8        นิพจน์(Expressions)

9        ประโยคคำสั่ง(Statements)

10   โพรซิเจอร์ละฟังก์ชัน(Procedures  and  Functions)

ตัวอักขระ(Character)

                หมายถึงสัญลักษณ์ต่างๆที่ไม่สามารถนำไปใช้ในการคำนวณได้แบ่งออกได้เป็น  3  ประเภทคือ

·        ตัวเลข(numeric)  ได้แก่เลขฐานสิบ  0  ถึง  9

·        ตัวอักษร(Alphabetic) ได้แก่  ตัวอักษรภาษาอังกฤษ  A ถึง Z

·        สัญลักษณ์พิเศษ(Special  Symbol)ได้แก่เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์  และสัญลักษณ์ต่างๆเช่น

 

+              .               <              (               [

-               :               <              )               ]

*              ;               >              (*            

/               ,               >              *)

:=            ‘               <>           {

=              ^              ..              }

 

หมายเหตุ  1  ในบางระบบคอมพิวเตอร์  อาจใช้เครื่องหมาย  (* และ *)  และ { และ }   ตามลำดับ  หรือ  อาจใช้ (. และ .) แทน [ และ ] ตามลำดับ

2       สัญลักษณ์พิเศษบางตัวอาจประกอบขึ้นจากสัญลักษณ์พิเศษสองตัวมาประกอบกันเช่น := <= >= <>  เป็นต้น

 

ชื่อ(Identifiers)

                เป็นการกำหนดชื่อต่างๆเช่น  ชื่อค่าคงที่  ชื่อตัวแปร  ชื่อโปรแกรม  ชื่อ ฟังก์ชัน  ชื่อประเภทข้อมูล  ชื่อฟิลด์ในเรคคอร์ด   ชื่อยูนิต  หรือชื่อมาตรฐาน  เพื่อนำไปใช้งานในโปรแกรม  ซึ่งเป็นชื่อที่ผู้เขียนโปรแกรมกำหนดขึ้นมา

การกำหนดชื่อมีกฎเกณฑ์ดังต่อไปนี้

·        ประกอบด้วยตัวอักษรตั้งแต่  A ถึง Z  หรือตัวเลขตั้งแต่  0  ถึง  9  ที่ไม่มีสัญลักษณ์พิเศษอื่นๆอยู่

·        ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ  (ห้ามเป็นตัวเลข)  และตัวถัดไปอาจเป็นตัวเลข  ตัวอักษร  หรือ  เครื่องหมาย  Underscore(_)ก็ได้

·        ตัวอักษรตัวใหญ่กับเล็กจะถือว่าเหมือนกัน  เช่น  Num  กับ num  จะถือว่าเป็นชื่อเดียวกัน

·        ชื่อตัวแปรจะมีความยาวได้ไม่เกิน  255  ตัวอักขระ

·        ชื่อจะต้องไม่เป็นคำสงวน(Reserve  word)เช่น begin end if

คำสงวน(Reserved  Word)

                เป็นคำเฉพาะที่ภาษาปาสคาลได้สร้างหรือกำหนดขึ้นมา  เพื่อใช้ในตัวภาษาโดยเฉพาะ  ซึ่งผู้เขียนโปรแกรมไม่สามารถนำไปกำหนดเป็นชื่อ(Identifires) ได้เช่น  begin  ไม่สามารถนำไปกำหนดเป็นตัวแปร  หรือชื่อโปรแกรมได้เป็นต้น

                ในภาษาปาสคาล  ถ้าเป็นคำสงวน  มักนิยมเขียนด้วยตัวอักษรใหญ่  เพื่อให้มีความแตกต่างจากชื่ออื่นๆ

ตัวอย่างคำสงวน

And         end          nil           set           array       file          not           then         begin       for           of

To           case        function  or             type         const       goto         packed                    until

Div          if             procedure               var           do            in             program  while      downto   

Label      record     with        else         mod         repeat

 

ชื่อมาตรฐาน(Standard  Identifiers)

                เป็นชื่อที่ภาษาปาสคาลได้สร้างหรือกำหนดขึ้นมาให้มีคุณสมบัติเฉพาะอย่าง  เพื่อให้ผู้เขียนโปรแกรมสามารถนำไปใช้งานได้  โดยชื่อมาตรฐานเหล่านี้อาจเป็นชนิดข้อมูลหรือโพรซีเจอร์หรือฟังก์ชัน  เช่น  integer  คือชื่อมาตรฐานของภาษาปาสคาลที่มีคุณสมบัติคือเป็นชนิดข้อมูลเลขจำนวนเต็ม

ตัวอย่างของชื่อมาตรฐาน

Abs         false        pack        sin           arctan     get           page        sqr           boolean   input

Pred        sqrt          char         integer    put           succ        cos          maxint    readln     true         dispose

New        real         trunc       eof           odd          reset        unpack    eoln         ord           rewrite    write

Exp         output     round       writeln

 

ข้อมูลแบบพื้นฐาน(Simple  Data  types)

                ภาษาปาสคาลมีข้อมูลพื้นฐานหลายแบบด้วยกัน  ได้แก่  integer  real  character  string  boolean จะได้กล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานในแต่ละแบบพอสังเขปก่อนดังนี้

·        ข้อมูลแบบจำนวนเต็ม(integer)

หมายถึงตัวเลขที่มีค่าเป็นเลขจำนวนเต็ม  ไม่มีเศษเหลือทศนิยมซึ่งมีค่าได้ตั้งแต่  -32768   ถึง  32767  (สำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์)ได้แก่ 

เลขจำนวนเต็มบวก  เลขจำนวนเต็มลบ  และเลขฐานเต็มศูนย์

·        ข้อมูลแบบเลขจำนวนจริง(real)

หมายถึงชุดของตัวเลขที่ประกอบด้วยตัวเลข  จุดทศนิยม  ตัวเลขหลังจุดทศนิยม  รวมทั้งเครื่องหมายบวกหรือลบ

ขอบเขตของเลขจำนวนจริงนี้จะอยู่ที่ค่า  ระหว่าง  1*10-38 และ  1*1038  ซึ่งจะสามารถเขียนเลขจำนวนจริงนี้ให้อยู่ในรูปแบบของเลขยกกำลัง(Exponent)โดยใช้ตัวอักษร  E  เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงการคูณ

·        ข้อมูลแบบอักขระ(Character)

ได้แก่ตัวอักขระเพียง  1  ตัว  ที่อยู่ภายในเครื่องหมาย  Single  Quote หรือ  apostrophes(‘’)  ซึ่งอาจเป็นตัวอักษร หรือตัวเลขหรือสัญลักษณ์พิเศษต่างๆและเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถนำไปคำนวณไดๆได้  เช่น  ‘A’ ‘2’  ‘*’ ‘*’ เป็นต้น

·        ข้อมูลแบบสตริง(string)

ได้แก่กลุ่มของตัวอักขระ(Character)  ที่นำนาเขียนเรียงกันอยู่ภายในเครื่องหมาย ‘ ’ และไม่สามารถนำไปคำนวณใดๆได้  ข้อมูลชนิดนี้มีความยาวสูงสุดถึง  255  ตัวอักขระ

หมายเหตุ  ในกรณีที่ต้องการให้ข้อความสตริงมีเครื่องหมาย  apostrophes(‘)  อยู่ด้วยจะต้องใส่เครื่องหมาย   apostrophes อีกหนึ่งตัว  ติดกับเครื่องหมาย  apostrophes  ที่ต้องการนอกจากนี้สตริงที่ไม่มีตัวอักขระใดๆ  อยู่เลย(‘’)  จะเรียกว่า  Null string

·        ข้อมูลแบบตรรกศาสตร์(boolean)

เป็นข้อมูลที่แสดงถึงการตัดสินใจ  ว่าข้อความหรือนิพจน์(Expression)นั้นจริงหรือเท็จ (true or false)ข้อมูลแบบตรรกศาสตร์มีค่าข้อมูลอยู่  2  แบบ คือ  true กับ  false   ตัวอย่างเช่น

        เลขจำนวนเต็ม  10  เป็นเลขคู่  ใช่หรือไม่  คำตอบคือ  true

ค่าคงที่(constants)

                เป็นค่าคงที่ที่กำหนดข้นมาเพื่อนำไปประมวลผลในโปรแกรม  เป็นค่าคงที่ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้  ข้อมุลของค่าคงที่เป็นได้ทั้งข้อมุลชนิดตัวเลข  ตัวอักขระ   ตัวอักษร หรือข้อมูลทางตรรกศาสตร์

                ประโยชน์ของค่าคงที่

·        ในกรณีที่ต้องการใช้ค่าคงที่เดียวกันหลายๆครั้งในโปรแกรม การใช้ค่าคงที่จะทำให้การเขียนโปรแกรมได้ดีและมีข้อผิดพลาดน้อย  กะทัดรัดกว่าการเขียนโปรแกรมด้วยการแทนค่าค่าคงที่จริง  ในโปรแกรม

·        ทำให้ง่ายต่อการแก้ไข  เปลี่ยนแปลงค่าคงที่

การเรียกใช้งานค่าคงที่

                ในภาษาปาสคาล  การใช้ค่าคงที่ในโปรแกรม  จะต้องมีการประกาศชื่อค่าคงที่นั้นไว้ก่อนจะเรียกเสมอการประกาศค่าคงที่  ทำได้โดยการใช้คำสั่งดังนี้

รูปแบบ

Const       identifier  =  constant;

 

·        Identifier  หมายถึง  ชื่อค่าคงที่

·        Constant  หมายถึง  ค่าคงที่

ตัวอย่างการประกาศค่าคงที่

                                Const  fraction = 0.166667;

                                                Title = ’alaska’;

จากตัวอย่างจะมีชื่อค่าคงที่  2 ชื่อ  fraction  ซึ่งเก็บค่าคงที่ชนิดตัวเลขจำนวนจริง  title  เก็บค่าคงที่ชนิดสตริง

ตัวแปร(Variables)

                เป็นชื่อ(identifier) ชนิดหนึ่งสำหรับใช้เก็บข้อมูลในการประมวลผลในโปรแกรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ตลอดเวลา  การประกาศชื่อตัวแปร  เป็นการจองเนื้อที่ในหน่วยความจำของเครื่องสำหรับเก็บข้อมูลของตัวแปร  การนำข้อมูลมาประมวลผลในการเขียนโปรแกรมจะอ้างถึงตัวแปร  แทนการอ้างถึงตำแหน่งของข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เก็บไว้ในหน่วยความจำ

                เกณฑ์การตั้งชื่อตัวแปร

                เป็นการตั้งชื่อ  identifier  ชนิดหนึ่งดุรายละเอียดจากการตั้งชื่อ  identifier

การเรียกใช้งานตัวแปร

                ก่อนการเรียนใช้ตัวแปร  จะต้องทำการประกาศตัวแปรในส่วนการประกาศก่อนเสมอ  โดยมีรูปแบบการประกาศตัวแปรดังนี้

 

Var  identifier : type;

 

·        Identifier  หมายถึง ชื่อตัวแปร(Variable name)  ที่ใช้สำหรับการเรียกใช้งานในโปรแกรม

·        Type  หมายถึง  ชนิดข้อมูลของตัวแปร  ซึ่งอาจเป็น  integer  real  string  character หรือ boolean

·        ชนิดข้อมูลที่จะเก็บอยู่ในตัวแปรแต่ละตัว  ต้องสัมพันธ์กับชนิดของตัวแปรที่ประกาศไว้ในส่วนของ var   นี้ด้วย

ในกรณีที่มีตัวแปรหลายตัวที่มีชนิดของข้อมูลแบบเดียวกัน  สามารถประกาศตัวแปร  ได้อีกแบบดังนี้

 

Var  identifier_1,identifier_2,identiier_3,…,identifier_n :type;

 

ตัวแปรแต่ล่ะตัวจะถูกคั่นด้วยเครื่องหมาย  comma(,)

นิพจน์(Expression)

                นิพจน์คือกลุ่มของข้อมูล  ซึ่งประกอบด้วยโอเปอแรนด์และโอเปอเรเตอร์  โดยโอเปอแรนด์(operand)  ประกอบด้วยตัวแปร  ค่าคงที่  1  ตัวหรือมากกว่า  ซึ่งเชื่อมกันโดยสัญลักษณ์ทางการคำนวณหรือเปรียบเทียบที่เรียกว่า  โอเปอเรเตอร์(operator)

·        นิพจน์ทางคณิตศาสตร์

เป็นนิพจน์ที่ประกอบด้วยโอเปอเรเตอร์  ที่เป็นสัญลักษณ์แสดงความสัมพันธ์การเปรียบเทียบเช่น  มากกว่า  น้อยกว่า  เท่ากับเป็นต้น  หรือสัญลักษณ์ทางตรรกศาสตร์ได้แก่  and  or  not

ประโยคคำสั่งปฏิบัติการ(Executable  Statements)

                เป็นคำสั่งในโปรแกรมที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติการอย่างใดอย่างนึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มด้วยกันเช่น

·        คำสั่งการกำหนดค่า(Assignment  Statement)

การกำหนดค่าให้กับตัวแปรใช้เครื่องหมาย  :=  ตัวอย่างเช่น 

Alas := 100.00;

Alas2:=0.07*alas;

 

ข้อสังเกตุ  ในภาษาปาสคาลสัญลักษณ์ที่ใช้กำหนดค่าข้อมูลให้กับตัวแปร  จะใช้เครื่องหมาย := ไม่ใช่เครื่องหมาย =  เหมือนกับภาษาอื่น  ยกเว้นส่วนของการกำหนดค่าในส่วนของการประกาศตัวแปร(Declaration) ที่สามารถใช้เครื่องหมาย  = ได้เช่น

 Const  alas=10;

หรือการเปรียบเทียบนิพจน์ทางตรรกศาสตร์  ก็สามารถใช้เครื่องหมาย  =  ได้เช่นกัน

·        คำสั่งการเปรียบเทียบเงื่อนไข(Condition  statement)

หมายถึงคำสั่งเปรียบเทียบเงื่อนไขทางตรรกศาสตร์  เพื่อตัดสินใจเลือกการปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตัวอย่างเช่น

If  sex=’m’ then write(‘male’)

Else write(‘female’);

เป็นคำสั่งการเปรียบเทียบเงื่อนไขโดยถ้าค่าข้อมูลที่เก็บอยู่ในตัวแปร  sex  มีค่าเท่ากับ  ‘M’  จะพิมพ์ข้อความ  ว่า male  แต่ถ้าค่าของข้อมูลเป็น sex  มีค่าไม่เท่ากับ  ‘M’   female

·        คำสั่งการทำซ้ำหรือการวนลูป(Repetitive  statement  or  looping)

เป็นคำสั่งให้มีการทำงานซ้ำๆตามคำสั่งต่างๆภายในลูปตามเงื่อนไขที่กำหนด  ตัวอย่างเช่น

Count:=1;

While(count<=100) do

Begin

Writeln(count);

Count:=count+1;

End;

                จากตัวอย่างข้างต้น  เป็นการใช้คำสั่ง  while….do โปรแกรมจะมีขั้นตอนการทำงานดังนี้

1        ตรวจสอบเงื่อนไขเป็นจริงหรือไม่  ในที่นี้ค่าของ count  มีค่าเริ่มต้นเท่ากับ  1  ดังนั้น  count<=100  จึงจะเป็นจริง

2        ทำงานตามคำสั่งที่อยู่ในลูป(ระหว่าง  begin และ  end)  ซึ่งได้แก่การพิมพ์ค่าตัวแปร  count  ออกมาทางจอภาพและการเพิ่มค่าตัวแปร  count  อีก1

3        กลับไปตรวจสอบเงื่อนไข  ถ้า  count<=100  ก็จะทำงานตามขั้นที่2  จนกว่า  count  มีค่ามากกว่า  100  จึงสะออกจากลูป

หรือ

                        count:=1;

Repeat

Writeln(count);

Count:=count+1;

Until  count>100;

การใช้คำสั่ง  repeat….until  การทำงานรอยเหมือนกับ  while….do  ในตัวอย่างที่แล้ว

·        คำสั่งกำหนดลำดับการทำงานของโปรแกรม(goto  statement)

เป็นคำสั่งให้เปลี่ยนลำดับการปฏิบัติการไปทำงานที่คำสั่งอื่น  โดยไม่มีการตรวจสอบเงื่อนไขใดๆตัวย่างเช่น

Goto  loopa

เป็นคำสั่งให้ไปทำคำสั่งถัดไป  ณ  คำสั่งที่มี  label  เป็น  loopa  ซึ่งต้องมีการประกาศ  label  ไว้ที่ต้นโปรแกรมด้วย

โพรซีเจอร์และฟังก์ชัน

                เป็นโปรแกรมย่อยที่เขียนแยกไว้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมหลัก  เพื่อทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ  ภาษาปาสคาลสามารถสร้างโปรแกรมย่อย  2  ลักษณะ  คือ  โพรซีเจอร์และฟังก์ชัน  ทั้งโพรซีเจอร์และฟังก์ชันสามารถแบ่งอกเป็น 1 โพรซีเจอร์และฟังก์ชันมาตรฐาน(Standard  Procedures  and  Function) และ 2 โพรซีเจอร์และฟังก์ชันที่สร้างขึ้นเอง(Users-defined  procedures  and  functions)

·        โพรซีเจอร์และฟังก์ชันมาตรฐาน(Standard  procrdures  and  function)

เป็นโพรซีเจอร์และฟังก์ชันที่ภาษาปาสคาลสร้างมาให้แล้ว  ผู้เขียนโปรแกรมสามารถที่จะนำมาใช้ในโปรแกรมได้ทันที ซึ่งไม่สามารถทำการแก้ไขเปี่ยนแปลงได้

เช่น  readln(a,c,d);

 Writeln(a,b,c);

คำสั่งแรกเป็นคำสั่งรับค่าข้อมูลจากแป้นพิมพ์โดยข้อมูลจะเก็บไว้ที่ตัวแปร  a b c ตามลำดับ

คำสั่งที่สองเป็นคำสั่งการพิมพ์ค่าของข้อมูลในตัวแปร  a b cตามลำดับ  ตัวแปร a b c จะสามารถเรียกได้ว่าเป็นพารามิเตอร์(parameters) ที่ต้องการส่งค่า  a b c ให้แก่  โพรซีเจอร์  มาตรฐานคือ  readln  และ  writeln นั่งเอง

·        โพรซีเจอร์และฟังก์ชันที่สร้างขึ้นเอง(user-defined  Procedure  and  function)

เป็นโพรซีเจอร์และฟังก์ชันที่ผู้เขียนโปรแกรมเป็นผู้สร้างขึ้นเอง  เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานบางอย่างซึ่งจะสามารถทำการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้

 

ขอขอบคุณhttp://std.kku.ac.th/4930503320/200101/%C0%D2%C9%D2%BB%D2%CA%A4%D2%C5.htm

12 สิงหา วันแม่แห่งชาติ

posted on 10 Jul 2011 22:25 by phakasiri
 
"วันแม่แห่งชาติ"
 
พระราชประวัติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

                   ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่บ้านพลเอกเจ้าพระยาวงศานุประพันธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) ผู้เป็นบิดาของหม่อมหลวงบัว ณ บ้านเลขที่ ๑๘๐๘ ถนนพระราหก ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ขณะนั้น เป็นระยะที่ประเทศเพิ่งเปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนหน้านั้นพระบิดาของพระองค์ ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก มียศเป็นพันเอกหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร
                  หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาดในพุทธศักราช ๒๔๗๙ แต่เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาลุกลามมาถึงประเทศไทย จังหวัดพระนครถูกโจมตีทางอากาศบ่อย ๆ ทำให้ การเดินทางไม่สะดวกและ ปลอดภัย หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ จึงต้องย้ายไป โรงเรียนที่โรงเรียนเซ็นต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์ และ ในเวลาต่อมาได้ตั้งใจที่จะเป็นนักเปียโนผู้มีชื่อเสียง

                  หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้เผชิญสภาพของสงครามโลกเช่นเดียวกับคนไทยทั้งหลาย พระบิดาผู้ ทรงเป็นทหารเป็นผู้ปลูกฝังให้ บุตร และ บุตรีรู้จักความมีวินัย ความอดทน ความกล้าหาญ และ ความเสียสละ โดยอาศัยเหตุการณ์ในสงครามเป็นตัวอย่าง และ สงครามก็ทำให้ ผู้คนต้องหันหน้าเข้าช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยากสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์มีความเมตตาต่อผู้อื่น และ รักความมีระเบียบแบบแผนมาตั้งแต่เยาว์วัย

              หลังจากสงครามสงบแล้ว นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น คือ นายควง อภัยวงศ์ ได้แต่งตั้งให้ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลเป็นรัฐทูตวิสามัญและ อัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำสำนักเซ็นต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึง ทรงพาครอบครัวทั้งหมดไป ด้วยในกลางปีพุทธศักราช ๒๔๘๙ ขณะนั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ ของโรงเรียนเซ็นต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์แล้ว
 

                  พุทธศักราช ๒๔๙๑ ขณะที่หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและ ครอบครัวอยู่ในปารีส ได้รับเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งโปรดเสด็จพระราชดำเนินไป ทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์ในกรุงปารีสอยู่เสมอ จนเป็นที่คุ้นเคยต่อพระยุคลบาทและ ต้องพระราชอัธยาศัย ฉะนั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประสบอุปัทวเหตุทางรถยนต์ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ต้องประทับรักษาพระองค์ในสถานพยาบาล จึง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หม่อมหลวงบัวพาบุตรีทั้งสง คือหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ และ หม่อมราชวงศ์บุษบา เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทเยี่ยมอาการเป็นประจำ จนพระอาการประชวรทุเลาลง เสด็จกลับพระตำหนักได้ สมเด็จพระราชชนนีได้รับสั่งขอให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์อยู่ศึกษาต่อที่เมืองโลซานน์ในโรงเรียนประจำ Riante Rive ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในการสอนวิชาพิเศษแก่กุลสตรี คือ ภาษา ศิลปะ ดนตรี ประวัติวรรณคดี และ ประวัติศาสตร์

                      ต่อมาอีก ๑ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและ ครอบครัวมาเฝ้าฯ แล้วสมเด็จพระราชชนนีรับสั่งขอหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต่อหม่อมเจ้านักขัตรมงคล และ ประกอบพระราชพิธีหมั้นอย่างเงียบ ๆ ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ทรงใช้พระธำมรงค์ที่สมเด็จพระราชบิดา ทรงหมั้นสมเด็จพระราชชนนี เป็นพระธำมรงค์หมั้น แล้วคงให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ศึกษาต่อไป จนเสด็จนิวัตพระนคร จึงโปรดเกล้าฯ ให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ตามเสด็จกลับมาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓
                     วันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นประธานพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และ เทพมนต์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และ ในวันนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็นสมเด็จพระราชินี
                       วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเฉลิมพระบรมนามาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และ ทรงสถาปนาเฉลิมพระยศสมเด็จพระราชินีเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี”
พระราชกรณียกิจ
 
โครงการพิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิต 
                 
               พระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินานาถ พระราชทานแก่ราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า บ้านสร้างถ่อน้อย ตำบลสร้างถ่อนอก อำเภอตัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๘

"ข้าพเจ้าถือว่าวันนี้ เป็นวันที่เป็นมิ่งมหามงคล ที่ประเทศไทยได้มีประชาชน เป็นจำนวนมากที่อาสา ที่จะปกป้องรักษาป่า ในผืนแผ่นดินเรา อันที่จริงการปฎิญาณรักษาป่านี้ เป็นประโยชน์แก่พวกเราทุกๆ คน และลูกหลานของเราในอนาคต เพราะเมืองไทย ไม่มีแหล่งน้ำจืดที่ไหนเลย นอกจากป่า ป่าเป็นแหล่งน้ำจืด ป่าเป็นที่เก็บขังน้ำบริสุทธิ์ สำหรับพวกเราได้ทำมาหากิน ได้บริโภค เผื่อว่าผืนดินของเรานี้ จะได้เป็นผืนดินที่เป็นประโยชน์ ให้ชีวิตของพวกเราอย่างแท้จริง ที่เราเป็นนักเกษตรกรรม, กสิกรรม ถ้าขาดต้นไม้ ขาดป่า เราก็ขาดความชุ่มชื้น" 
 
 
 

๑.โครงการฝึกอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริให้ "คน" กับ "ป่า" อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข โดยพึ่งพาอาศัย ซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นแนวทาง ที่จะทำให้เกิดการพิทักษ์ อนุรักษ์ และฟื้นฟู สภาพป่าให้คงประโยชน์ อย่างยั่งยืนได้ พระราชดำรินี้ ทำให้ราษฎรทุกคน ต่างสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณ ได้ร่วมแรงร่วมใจกัน อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ใกล้ชุมชน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการฝึกอบรมตาม โครงการราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า ( รสทป. )

เป็นการฝึกอบรมราษฎร ในชุมชนให้มีความรู้ความเข้าใจ ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ปลูกฝังความรัก และหวงแหนทรัพยากรป่าไม ้ในท้องถิ่นของตน รวมทั้งคอยดูแล สอดส่อง มิให้มีการบุกรุก และลักลอบตัดไม ้ทำลายป่าแทน เจ้าหน้าที่ของรัฐ


โครงการฝึกอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) 

วัตถุประสงค์

๑. สร้างจิตสำนึกร่วมกัน ของราษฎรในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน จนถึงระดับชุมชนใหญ่ ให้เกิดความรักหวงแหนและความเป็นเจ้าของป่าด้วยกัน
๒. สร้างจิตสำนึกและอุดมการณ์ร่วมกัน ในการป้องกันรักษาป่า ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับราษฎรในพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม
๓. เพื่อให้ราษฎรผู้ผ่านการฝึกอบรม มีความรู้ ความเข้าใจ ต่อทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และวิธีการอนุรักษ์ ตลอดจนผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายผลสูญาติพี่น้อง ในครอบครัวต่อไป
๔. เพื่อเป็นทักษะขั้นพื้นฐานที่ควรรู้ ให้กับราษฎรเพื่อสิทธ ิและประโยชน์อันพึงได้รับจากรัฐ
๕. เพื่อจัดตั้งองค์กร ราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) ในชุมชน

เป้าหมาย

๑. ราษฎรในหมู่บ้าน ที่อยู่ชิดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ และป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นความเร่งด่วนอันดับ ๑
๒. ราษฎรในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ชิด พื้นที่ป่าอนุรักษ์ออกมาตามลำดับ เป็นความเร่งด่วนอันดับ ๒

 

โครงการศิลปาชีพ

 

 

 
 
              สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใยประชาชน ในชนบท พระองค์ทรงมีพระราชดำริ ที่จะช่วยให้พสกนิกรของพระองค์ท่าน มีความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพียงพอ ต่อการเลี้ยงครอบครัว จึงได้พระราชทานพระราชดำริ ให้ประชาชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำงานศิลปาชีพ เพื่อเพิ่มพูนรายได้

การดำเนินงานใน ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ แต่ละแห่งจะ จัดเป็นกลุ่มต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ของแต่ละท้องถิ่น และบุคคล เพื่อให้การฝึกอบรมแก่สมาชิก รวมทั้งจัดหางาน ให้สมาชิกดำเนินการ เพื่อนำไปจำหน่าย เป็นรายได้เสริมของสมาชิก แต่ละกลุ่ม 

ซึ่งในปัจจุบัน มีจำนวน ๓๔ โครงการ ดังนี้
๑) ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร (UE ๕๒๕๔๔๕)
๒) ศูนย์ศิลปาชีพบ้านจาร ต.ม่วง อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร (UE ๔๗๗๗๗๐)
๓) ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ บ้านตะตึงไถง ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ (UB ๔๐๐๔๑๐)
๔) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านสานแว้ ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร(VD๐๙๗๕๕๖)
๕) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านทรายทอง ต.ปทุมวาปี อ.ส่องดาว จ.สกลนคร (UE ๓๗๒๑๒๘)
๖) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านดอนคำ-วัดเสนานฤมิตร บ้านดอนคำ ต.นาแต้ อ.คำตากล้า จ.สกลนคร (UE ๖๔๓๘๒๒)
๗) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านบ่อเดือนห้า ต.โคกภู อ.ภูพาน จ.สกลนคร (UD ๙๑๓๗๙๕)
๘) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกำแมด ต.วังทอง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี (UE ๑๘๐๖๓๐)
๙) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านหาดแพง ต.หาดแพง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม (VE ๒๕๓๕๔๔)
๑๐) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านโชคอำนวย ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.หนองคาย(VE ๐๖๗๙๘๖)
๑๑) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกุดสะกอย ต.โพธิไพศาล อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร (VE ๓๖๑๑๙๑)
๑๒) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.กระสัง บ้านบุ ต.ลำดวน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ (UB ๒๗๓๖๖๓)
๑๓) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.ห้วยทับทัน บ้านหนองเมย ต.เมืองหลวง อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ (UB ๙๕๗๖๔๗)
๑๔) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.ภูสิงห์ บ้านตะแบง ต.ห้วยติ๊กชู อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ(VB ๐๗๘๐๗๗)
๑๕) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.บัวเชด บ้านตาปิม ต.บัวเชด อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ (UB ๘๗๖๐๓๕)
๑๖) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.บุณฑริก บ้านสมพรรัตน์ ต.หนองสะโน อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี (VB ๒๘๙๒๘๐)
๑๗) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านสร้างถ่อนอก ต.สร้างถ่อน้อย อ.หัวตะพาน งหวัดอำนาจเจริญ(VC ๔๓๕๓๐๐)
๑๘) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านเวินบึก ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี (WB ๖๐๔๙๓๔)
๑๙) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านยางน้อย ต.ก่อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี(VB ๕๙๖๙๗๖)
๒๐) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.ละหานทราย ต.หนองแวง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ (TA ๘๑๒๗๘๓)
๒๑) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกุดสิม-คุ้มเก่า ต.คุ้มเก่า อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ (VD ๐๓๓๔๕๓)
๒๒) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านนาตาด-นาโปร่ง ต.บะยาว อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี (UD ๓๓๑๘๗๗)
๒๓) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านโสกส้มกบ ต.บ้านใหม่ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น(SD ๙๑๘๕๑๓)
๒๔) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านโคกก่อง ต.หนองแดง อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม (TC ๘๙๔๔๗๕)
๒๕) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านดอนหลี่ ต.หนองบัวแก้ว อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม (UE ๑๖๖๒๓๔)
๒๖) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพทุ่งกะมัง บ้านหนองหอย ต.กุดชุมแสง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ (QV ๗๓๗๑๒๗)
๒๗) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.โพธิ์ชัย บ้านพลไทย ต.โพธิ์ศรี อ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด (UD ๖๙๒๐๖๖)
๒๘) โครงการส่งเสริมศิลปาชีพอ.ปทุมรัตต์ บ้านดอกล้ำ ต.ดอกล้ำ อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด (UC ๒๐๕๓๒๓)
๒๙) โครงการป่ารักน้ำบ้านป่ารักน้ำ ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร (UE ๓๙๕๕๒๒)
๓๐) โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่บ้านน้อมเกล้า ต.บุ่งคล้า อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร (VC ๗๙๙๘๓๔)
๓๑) โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่บ้านทันสมัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม (VE ๔๒๗๐๖๙)
๓๒) โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ผานาง-ผาเกิ้ง บ้านผานาง ต.ผาอินทร์แปลง กิ่ง อ.เอราวัณ จ.เลย (RV ๑๗๖๑๙๐)
๓๓) โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเทิดพระเกียรติฯ บ้านคกงิ้ว ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย(QV ๘๓๐๘๐๖)
๓๔) โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเทิดพระเกียรติฯ ผาบ่าว-ผาสาว บ้านนาซำแซง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เล(QV ๘๐๘๑๗๑)
  

 

 

 
 
 

 

ผู้หญิงคนนี้ที่ชื่อ “แม่”

ผู้หญิงคนเดียวและหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้ที่แลกชีวิตเพื่อเราได้

ผู้หญิงคนเดียวและหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้ที่รักเราตั้งแต่เรายังไม่มีตัวตนบนโลกอันกว้างใหญ่

ผู้หญิงผู้ซึ่งไม่มีใครเปรียบได้อีกแล้วในชีวิตของลูก

ผู้หญิงคนเดียวคนนี้ ชื่อ “แม่"            

 “แม่” คำง่ายๆ สั้นๆ ที่มีความหมายยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้  แม่คอยดูแลเรามาตั้งแต่วินาทีแลกที่รู้ว่ากำลังจะมีเรา เราซึ่งเป็นดั่งแก้วตา เป็นอีกชีวิตที่ท่านบรรจงสร้าง  เก้าเดือนหรือบางคนอาจน้อยหรือมากกว่านั้น ที่ผู้หญิงคนนี้ต้องลำบาก เหนื่อยกายดูแล อุ้มท้องเรา มันไม่ใช่เรื่องที่สบายเลยที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องมาแบกรับน้ำหนัก 2-3 กิโลกรัม เป็นเวลายาวนาน แล้วยังต้องทนเจ็บแทบขาดใจ เมื่อต้องคลอดเราออกมา แค่มีดบาดมือเรา เราก็ว่าเจ็บแล้ว แต่แม่ต้องเบ่ง ต้องผ่า อาจจะเป็นสิ่งที่เจ็บที่สุดในชีวิตแม่แล้วก็ได้กับการให้ชีวิตเราได้เกิดมา ไหนจะต้องดูแล ไม่เพียงดูแลให้เรากินอิ่มนอนหลับ แต่ดูแลให้ให้ชีวิตเรามีความสุขที่สุดเท่าที่แม่จะทำได้ ดูแลไปจนกว่าชีวิตใครคนใดคนหนึ่งจะลาจากโลกใบนี้ไป

                สำหรับฉัน แม่ไม่เพียงแต่ให้โอกาสให้ฉันได้เกิดมา แม่ให้ชีวิตที่ไม่ใช่แค่เลือดเนื้อ แต่ให้ชีวิตที่เป็นคนอย่างสมบูรณ์  ให้โอกาสให้ฉันได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิต ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายในการใช้ชีวิต มันไม่ง่ายสำหรับการที่เราได้เติบโตมา มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ แต่เราทำได้ แม่เลี้ยงดูเราจนโตมีชีวิต แม่ คือผู้หญิงที่มหัศจรรย์ที่สุดบนโลกใบนี้

 
edit @ 10 Jul 2011 22:31:07 by LE-ONG

edit @ 10 Jul 2011 22:37:23 by LE-ONG

edit @ 10 Jul 2011 23:09:45 by LE-ONG

edit @ 10 Jul 2011 23:20:27 by LE-ONG

edit @ 10 Jul 2011 23:21:40 by LE-ONG

เทิดพระเกียรติ 84 พรรษา

posted on 25 Jun 2011 11:24 by phakasiri

 

84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554
 
            พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
 
ในหลวง ธ ผู้เป็นที่รักของผองชนชาวไทย
 
 
          คงไม่ต้องถามถึงเหตุผลว่าทำไมคนไทยกว่า 60 กว่าล้านคนถึงรักในหลวง พระองค์มิใช่เป็นเพียงพระมหากษัตริย์ของปวงชนขาวไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังทรงเป็นเอกบุรุษหนึ่งเดียวที่ทรงพระปรีชาสามารถหาบุคคลใดในโลกจะเสมอเหมือน ด้วยพระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ อาทิ การเกษตรกรรม การดนตรี กีฬา การปกครองและพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยทุกข์พระวรกายเพื่อปวงชนชาวไทยมานานแสนนานจนมีคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีแดนดินถิ่นแคว้นทุรกันดารใด ที่พระองค์ทรงเสด็จไปไม่ถึง” ก็เห็นจะไม่แปลกเลยถ้าคนไทยจะรักและเทิดทูนให้พระองค์ทรงเป็นมากกว่าพ่อธรรมดาแต่พระองค์ทรงเป็นพ่อของแผ่นดิน พ่อของปวงชนชาวไทย
ทรงเป็นแบบอย่างของความดีงามในทุกด้านให้ประชาชนได้ประจักษ์
 

พระราชประวัติ

         

พระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพ เมื่อ วันจันทร์ ที่ ๕ ธันวาคม พุธศักราช ๒๔๗o ณ  โรงพยาบาลเมาท์ออเบิน  เมือง  เคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์  ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กใน สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช  กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี  พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์  ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย  เป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินีและพระเชษฐา คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

       เมื่อพระชนมายุได้ ๕  พรรษา ได้เสด็จเข้ารับการศึดษาชั้นต้น  ณ  โรงเรียนมาแตร์เดอี  กรุงเทพฯ  จนถึงพุธศักราช ๒๔๗๖ จึงเสด็จไปประทับ ณ  เมืองโลซานน์  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์พร้อมด้วยเสด็จพระบรมราชชนนี  พระเชษฐภคินีและพระเชษฐา  เพื่อทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษา  ในโรงเรียนเมียร์มองต์  ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส  ภาษาเยอรามัน  และภาษาอังกฤษ  จากนั้นทรงเข้าศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษา  ณ  เอกอล  นูแวล  เดอ  ลา  ชืออิส  โรมองต์  เมือง  แชลลี-ชือ-โลซานน์  ทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์จากยิมนาสกลาชีค  กังโดนาล  แห่งเมืองโลซานน์  แล้วทรงศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์  โดยทรงเลือกศึกษาแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์

       ปีพุธศักราช  ๒๔๗๗  พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดลเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์  

รัชกาลที่ ๘ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช  จึงทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช  โดยเสด็จพระราชดำเนิน  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล  นิวัตประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ โดยประทับ ณ พระตำหนักจิตรดารโหฐาน  พระราชวังดุสิต  เป็นการชั่วคราว  แล้วเสด็จกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งนี้ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน  ในพระบรมมหาราชวัง 

      เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน  พุธศักราช ๒๔๗๙  รัฐบาลในนามของประชาชนทั้งประเทศได้เข้าเฝ้าฯ  สมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนี  กราบบังคมทูลฯขอพระราวทานอัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงสืบราชสมบัติ ในวันเดียวกัน   แต่เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา  จึงต้องเสด็ดจพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง  ในเดือนสิงหาคม  พุธศักราช ๒๔๘๙  เพื่อทรงศึกษาต่อ  ณ  มหาวิทยาลัยแห่งเดิมในครั้งนี้  ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์  แทนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม  เพื่อให้เหมาะสมกับการที่ต้องทรงดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ต่อไป

     ระหว่างที่ประทับศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ และหม่อมหลวงบัว(สนิทวงศ์) กิติยากร  ต่อมาทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์  กิติยากร ในวันที่ ๑๙  กรกฎาคม พุธศักราช ๒๔๙๒  ณ  เมืองโลซานน์  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

     ในพุทธศักราช ๒๔๙๓ เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์  ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง  (เป็นพระราชประวัติโดยสังเขป)

 

พระราชกรณียกิจ 

เศรษฐกจพอเพียง

 

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงชีวิต ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา และถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสำคัญในช่วงปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทย ต้องประสบปัญหาภาวะทางเศรษฐกิจ และ ต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อที่จะยืนหยัดในการพึ่งพาผู้อื่น และ พัฒนานโยบายที่สำคัญเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า มันไม่ได้มีความจำเป็นที่เราจะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ พระองค์ได้ทรงอธิบายว่า ความพอเพียงและการพึ่งตนเอง คือ ทางสายกลางที่จะป้องกันการเปลี่ยนแปลงความไม่มั่นคงของประเทศได้

เศรษฐกิจพอเพียงเชื่อว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมของชมชุนให้ดีขึ้นโดยมีปัจจัย 2 อย่างคือ

1.  การผลิตจะต้องมีความสัมพันธ์กันระหว่าง ปริมาณผลผลิตและการบริโภค

2  ชุมชนจะต้องมีความสามารถในการจัดการทรัพยากรของตนเอง

ผลที่เกิดขึ้นคือ

  • เศรษฐกิจพอเพียงสามารถที่จะคงไว้ซึ่งขนาดของประชากรที่ได้สัดส่วน
  • ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
  • รักษาสมดุลของระบบนิเวศ และปราศจากการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก

 

...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด...

 

— พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517

โครงการฝนหลวง

โครงการฝนหลวง เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อสร้างฝนเทียมสำหรับบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งขาดแคลนน้ำในการเกษตร

ประวัติ

เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร เมื่อปี พ.ศ. 2498 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง"(Artificial rain) ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการ

การทำฝนเทียมหรือฝนหลวง

 

การทำฝนเทียมหรือฝนหลวงเป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า ใช้เครื่องบินบรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยในท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของเมฆและสภาพทิศทางลมประกอบกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝนคือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จึงประกอบด้วย "สูตรร้อน" ใช้เพื่อกระตุ้นเร่งเร้ากลไกการหมุนเวียนของบรรยากาศ”สูตรเย็น" ใช้เพื่อกระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อใช้กระตุ้นกลไกระบบการกลั่นตัวให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

 

 

โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา

 

กังหันน้ำชัยพัฒนาสร้างขึ้น เพื่อการแก้มลพิษทางน้ำซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรูปแบบและพระราชดำริ เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย โดยการเติมออกซิเจนในน้ำ มีสาระสำคัญ คือ 

การเติมอากาศลงในน้ำเสีย มี 2 วิธีวิธีหนึ่ง ใช้อากาศอัดเข้าไปตามท่อเป่าลงไปใต้ผิวน้ำแบบกระจายฟองและอีกวิธีหนึ่ง น่าจะกระทำได้โดยกังหันวิดน้ำ วิดตักขึ้นไปบนผิวน้ำ แล้วปล่อยให้ตกลงไปยังผิวน้ำตามเดิม โดยที่กังหันน้ำดังกล่าวจะหมุนช้า ด้วยกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาดเล็กไม่เกิน 2 แรงม้า หรืออาจจะใช้พลังน้ำไหลก็ได้ จึงสมควรพิจารณาสร้างต้นแบบ แล้วนำไปติดตั้งทดลองใช้บำบัดน้ำเสียที่ภายในบริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และวัดบวรนิเวศวิหาร

 

ทุนการศึกษาพระราชทาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบดีว่าเด็กและเยาวชนของไทยมิได้ขาดสติปัญญา หากแต่ด้อยโอกาสและขาดทุนทรัพย์สำหรับการศึกษา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อก่อตั้งกองทุนการศึกษาหลายขั้นหลายทุน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งมูลนิธิอานันทมหิดลขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แก่นิสิตนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเด่นในด้านต่างๆ ให้นิสิตนักศึกษาเหล่านั้นได้มีโอกาสไปศึกษาหาความรู้วิชาการชั้นสูงในต่างประเทศ และนำความรู้นั้นกลับมาใช้พัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

  • ทุนเล่าเรียนหลวง
  • ทุนมูลนิธิภูมิพล
  • ทุนการศึกษาสงเคราะห์ในมูลนิธิราชประชานุเคราะห์
  • ทุนมูลนิธิราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิโรงเรียนราชประชาสมาสัย
  • ทุนนวฤกษ์
  • ทุนการศึกษาพระราชทานแก่นักเรียนเฉพาะกรณี

                                               

พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู
 
 
 
 
 
 
 
 
         เวลาที่สมเด็จย่าเสด็จไปในที่ต่างๆคราวเดียวกับในหลวง พวกเรามักจะเห็นภาพในหลวงทรงประคองสมเด็จย่าไปตลอดทาง ทรงตรัสกับมหารองครักษ์และเหล่าพยาบาลผู้ติดตามว่า
 
 
"ไม่ต้อง.... คนนี้...เป็นแม่เรา...เราประคองเอง
ตอนเล็ก ๆ แม่ประคองเรา..สอนเราเดิน
หัดให้เราเดิน... เพราะฉะนั้น..
ตอนนี้แม่แก่แล้ว...เราต้องประคองแม่เดินเพื่อเทิดพระคุณท่าน... ไม่ต้องอายใคร...”

 
 
ทุกครั้ง...ที่ในหลวงไปหาสมเด็จย่า...
ในหลวงต้องเข้าไปกราบ ที่ตัก...
แล้วสมเด็จย่า...ก็จะดึงตัวในหลวง...
เข้ามากอด..กอดเสร็จก็หอมแก้ม...
เป็นภาพความรักของแม่...ที่มีต่อลูก..อย่างยอดเยี่ยม
 
 
 กินข้าวเสร็จแล้ว...ก็มานั่งคุยกับแม่...
 ตอนเล็ก ๆ...แม่เคยสอนอะไรที่สำคัญ...
"อยากฟังแม่สอนอีก"
พอสมเด็จย่าสอน
ในหลวงจะเอากระดาษมาจด... 
สมเด็จย่านี่...เป็นยอดคุณแม่..
สร้างคุณธรรมให้แก่ลูก..
ลูกอยากได้..ลูกต้องเก็บสตางค์ที่แม่ให้...ไปหย่อนกระปุก
 
ทรงให้...ไม่ได้ให้เปล่า...สอนลูกด้วย...สอนให้ประหยัด
สอนว่า...อยากได้อะไร...ต้องเริ่มจากตัวเรา...
คำสอนนั้น...ติดตัวในหลวงมาจนทุกวันนี้....
เขาบอกว่า..ในสวนจิตรเนี่ย...
คนที่ประหยัดที่สุด...คือ...ในหลวง...
 

 

 
วันที่สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์...
ในหลวงตรงเข้าไป....คุกเข่า....กราบลงที่หน้าอกแม่....
พระพักตร์ในหลวง...ตรงกับหัวใจแม่...
"ขอหอมหัวใจแม่...เป็นครั้งสุดท้าย......"
ซบหน้านิ่ง....พระเนตรไหลนอง......
ต่อไปนี้....จะไม่มีแม่ให้หอมอีกแล้ว....

อยู่นาน... แล้วค่อย ๆ...
เงยพระพักตร์ขึ้น.... น้ำเอามือ...กุมมือแม่ไว้
มือนิ่ม ๆ ...ทีไกวเปลนี้แหละ
ที่ปั้นลูก...จนได้เป็น กษัตริย์...
เป็นที่รักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง...
ชีวิตลูก...แม่ปั้น...
มองเห็นหวี....ปักอยู่ที่ผมแม่....
ในหลวงจับหวี...ค่อย ๆหวีผมให้แม่...
หวี...หวี...หวี.... หวี...ให้แม่สวยที่สุด....
แต่งตัวให้แม่...ให้แม่สวยที่สุด...
ในวันสุดท้ายของแม่....  

 
  ทรงเป็นต้นแบบของลูกที่ดี
  ทรงเป็นกษัรติย์ยอดกตัญญู
ในหลวงทรง
รักและเป็นห่วงพระมารดายิ่งชีพของพระองค์

 

 
       ในหลวงทรงเป็นถึงพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขของประเทศชาติ
ทรงเป็นบุคคลที่เป็นใหญ่เป็นที่รักได้มากขนาดนี้
แต่กลับไม่ทรงลืมหญิงผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระมารดา ผู้ให้กำเนิด
เป็นผู้ที่ทำให้พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เปรี่ยมพร้อมไปด้วยคุณธรรมและความดีงาม
ทรงรักและห่วงใยจนถึงวาระสุดท้ายของพระมารดา
 
แล้วเรารักชาวไทยทั้งหลายเล่า 
 แม่ ห่วงใยแม่ และดูแลแม่ของเรา    
ได้เสี้ยวหนึ่งของพระองค์ท่านหรือยัง
 
 
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
 
ขอขอบคุณ
http://www.ruksadindan.com/webboard/viewtopic.php?f=26&t=5793
edit @ 25 Jun 2011 11:51:23 by LE-ONG

 

edit @ 26 Jun 2011 21:23:25 by LE-ONG

ประวัติส่วนตัว

posted on 16 Jun 2011 19:26 by phakasiri
ชื่อ : นางสาว ผกาศิริ ชื่อสกุล : วันทรัพย์ ชื่อเล่น : จ๊อบ เพื่อนๆเรียก : หริ
ปัจจุบันอายุ : 17 ปี เกิดเมื่อ : วันพฤหัสบดี ที่ 16 เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2537 
ปัจจุบันศึกษาอยู่ : โรงเรียน นวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี
แผนการเรียน : วิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ : 5 ห้อง : 10 เลขที่ : 28
นิสัยส่วนตัว : ตลกแฮฮา ถึงขั้นติ๊งต๊อง (เพื่อนๆเค้าบอกมา) ไม่ค่อยเครียด แต่ถ้าเครียดแล้วก็หมดสนุกอีกนาน มุกแป๊กตลอด ชอบมองโลกในแง่ดี แต่ก็มองโลกในแง่ที่ร้ายมากได้เหมือนกัน55555555
วิชาที่ชอบ : สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม, ภาษาไทย , และวิทยาศาสตร์(ชีวะ นิดๆ ฟิสิกส์หน่อยๆ)
อาหารที่ชอบ : ต้มจืดวุ้นเส้น ราดหน้ายอดคะน้า(ร้านหน้าหมู่บ้าน) ข้าวผัดกุ้ง ไข่ลูกเขย
หนังสือที่ชอบ : แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั้ง7เล่ม นาร์เนีย ทั้ง 7 เล่ม
ภาพยนต์ที่ชอบ : LETTERS to JULIET สะดุดเลิฟ...ที่เมืองรัก , สงครามกรุงทรอย , แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั้ง 7 ภาค
อาชีพที่ใฝ่ฝัน : อัยการ 5555
คติประจำใจ : ชนะอย่างยิ่งใหญ่ และ แพ้อย่างสมศักดิ์ศรี

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ exteen

posted on 13 Jun 2011 22:05 by phakasiri

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก